ตรุวังกะคืออะไร? – โหราศาสตร์ภารตะ

คำถาม

อาจารย์ครับผมได้อ่านเจอบทความโหราศาสตร์ต่างประเทศ พบคำว่า ตรุวังกะ ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร อยากให้ช่วยอธิบายให้ทราบได้ไหมครับ

มีสมาชิกท่านหนึ่งได้มีเมล์มาถามเป็นการส่วนตัว แต่ผมขอตอบและอธิบาย ในหน้าเวบแทนก็แล้วกัน เผื่อคนอื่นจะได้อ่านด้วยเป็นการเข้าใจไปพร้อมๆกัน ขี้เกียจตอบหลายรอบเผื่อจะมีผู้ถามเรื่องนี้ซ้ำอีก

ตรุวังกะคือตัวเลขสำเร็จของค่าค่าคงตัวเวลาของความแตกต่างระหว่างปีสุริยคติ กับปีดาราศาสตร์ นับเป็น วัน ชั่วโมง นาที และวินาที

อ่านแล้วอาจงงนะครับ ก็จะขออธิบายอย่างนี้ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจในเรื่องของเวลาก่อน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ปี นั่นเอง ด้งที่เราทราบกันดีอยู่ว่า เรากำหนดมาตราฐานเวลาให้ระยะเวลา ๑ ปี นั้นมี ๓๖๕ วัน ในปีปรกติ และมี ๓๖๕ วันในปีอธิกสุรทิน อันเป็นที่เข้าใจกันอยู่ นี่คือปีสุริยคติที่เรากล่าวถึงและใช้กันอยู่เป็นมาตราในการนับวันเดือนปี ทีนี้เนื่องจากการกำหนดปีนั้นเรากำหนดหมายจากการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ ๑ รอบ เรียกว่า ๑รอบปี หมายถึงกลับมาอยู่ที่เดิมนั่นเอง สมัยโบราณนั้นใช้วิธีการนับวันโดยใช้จุดสังเกตุจากดวงอาทิตย์ว่าอยู่ตำแหน่งใดแล้วนับจำนวนวันจนกระทั่งดวงอาทิตย์กลับมาอยู่ที่จุดสังเกตุเดิม ซึ่งก็นับได้ ๓๖๕ วัน โดยใช้จุดเริ่มต้นราศีเมษเป็นจุดเริ่มต้น นี่คือจำนวนวันเต็มคือตัวเลขกลมๆ ในความเป็นจริงนั้นการที่จุดสังเกตุหรือในกรณีนี้คือดวงอาทิตย์กลับมาอยู่ที่เดิมนั้นมิได้เป็นเวลา๓๖๕วันชนิดที่เป็นตัวเลขกลมๆตามมาตราเวลาที่เรากำหนดไว้และนับได้ หากแต่ยังมี เศษชั่วโมง นาที และวินาที รวมถึงเศษทศนียมอีกหลายหลัก เช่นปีนี้กลับมาครบรอบจริงแบบสมบูรณ์เมื่อเวลา ๑๐ โมงเช้า ครั้นปีต่อไปกลับมาครบรอบเมื่อเวลาบ่าย ๒ โมงเศษ และก็จะเหลื่อมกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่โบราณนับเป็นตัวเลขกลมๆครับ คือนับจำนวนวันเท่านั้น หมายถึงนับแต่จำนวนวัน ทีนี้ไอ้เจ้าเศษของวันนี่แหละมันจะทบกันไปเรื่อยๆ ครั้นพอครบ ๔ปีมันก็จะทบกันเป็นหนึ่งวัน ทำให้การนับจำนวนวันเหลื่อมกันไปหนึ่งวัน หมายความว่าการนับจำนวนวันในป๊นั้นจะกลายเป็น ๓๖๖ รอบ ซึ่งก็คือปีอธิกสุรทินนั่นเอง ดังนั้นโบราณจึงได้กำหนดให้ทุก ๔ ปี ให้มีการเพิ่มจำนวนวันในปีเข้าไปอีก ๑ วัน เพื่อชดเชยมิให้การนับปี ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก โดยกำหนดให้เพิ่มวันในเดือนกุมภาพันธ์ และเรียกปีในลักษณะนี้ว่า ปีอธิกสุรทิน และเรียกปีที่ไม่ได้เพิ่มวันว่า ปีปรกติสุรทิน

ทีนี้ไอ้เจ้าค่าแตกต่างของเวลาในแต่ละปีนี่แหละมันมีค่าค่อนข้างคงที่ เราจึงนำมาใช้ประโยชน์ในการหาว่าเวลาใดที่จุดสังเกตุนั้นกลับมาอยู่ที่เดิมนั่นเอง ซึ่งค่าคงที่ที่เราทราบอย่างละเอียดที่สุดในปัจจุบันนี้คือ ระยะเวลา ๑ ปีที่แท้จริง ( ๓๖๕.๒๕๖๔ วัน) -เวลา ๑ ปีมาตราฐาน (๓๖๕ วัน ) = ๐ . ๒๕๖๔ วันนั่นเอง

ดังนั้นหลังจากที่เราทราบค่าเวลาคงตัวแล้วเรา จึงสามารถหาเวลาที่จุดสังเกตุกลับมาอยู่ที่เดิมได้โดยการนำค่าคงตัวที่แตกต่างกันนี้ไปบวกกับจำนวนวันของปีก็จะเป็นวันเวลาที่จุดสังเกตุกลับมาที่เดิม ในทางทฤษฎีแล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรยุ่งยากในการหาเวลาที่จุดสังเกตุกลับมาที่เดิม

แต่ในโลกแห่งความจริงมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหากเวลาผ่านไปมากๆเช่น ๒๐ ปี การที่จะหาว่าจุดสังเกตุจะมาตรงกับจุดเดิมใน ๒๐ ปีข้างหน้านั้นตรงกับเวลาใด วันที่ เท่าไร เดือนไหน ท่านต้องคำณวนว่าจำนวนวันที่มันเหลื่อมลักันอยู่นั้นเป็นเวลากี่วันกี่ชั่วโมง แล้วจึงนำไปบวกกับวันที่เดิม ฟังดูไม่ยาก

ครับ หากท่านนำจำนวนวันไปบวกกับวันที่แล้วทอนผลลัพท์ให้เป็นวันที่ถูกต้อง บอกได้เลยว่าผิดครับ

เหตุผลคือ ไอ้เจ้าวันที่ที่เราใช้กันอยู่นั้นมันมีบางปีที่เป็นอธิกสุรทินรวมอยู่ด้วยดังที่กล่าวมาข้างต้น หากท่านไม่ได้ทดหรือคำนึงถึงวันที่เหล่านี้ก็จะไม่ตรงวันเวลาปฏิทินที่ตรงกับความเป็นจริง หมายความว่าจำนวนวันนั้นที่เราเพิ่มเข้าไปนั้นถูกต้อง แต่วันที่ เดือนปี นั้นผิดครับ

ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงค่าเหล่านี้โดยการเทียบกับวันในสัปดาห์แทนเนื่องจากวันในสัปดาห์นั้นเป็นเรี่องตายตัว หรือว่าใครจะเถียง วันในสัปดาห์นั้นไม่มีการลด หรือเพิ่มใดๆ (หรือใครเคยเห็นวันอาทิตย์สองหนบ้างละ อิ ..อิ..) แล้วบวกวันไปตามจำนวนล้วคำตอบก็คือวันที่ถูกต้องครับ คราวหน้าจะมีตัวอย่างให้เห็นชัดๆทั้งสองกรณีครับ เพื่อให้มีความสะดวกในการใช้งาน จึงมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขและวิธีคิด เขาทำหันแบบนี้ครับ เปลี่ยนจากตัวเลข ๓๖๕ วันมาเป็นสัปดาห์และวันในรอบสัปดาห์แทนคือ ๓๖๕.๒๕๖๔/๗ = ๕๒ สัปดาห์ กับ ๑.๒๕๖๔ วัน ไอ้เจ้าเศษนี่แหละคือค่าที่แตกต่างไปจากวันในสัปดาห์ที่เราหมายไว้จากจุดสังเกตุครับ หรือค่าตรุวังกะที่คุณถามมานั่นเอง

อาจจะงงว่าแล้วมันเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างละในทางโหราศาสตร์ ขอตอบว่าใช้ได้เยอะแยะตาแป๊ะเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เราใช้ค่าตรุวังกะนี้มาใช้ในการการหาเวลาทินวรรษของดวงชะตา คงสงสัยกันละสิว่าไอ้เจ้าดวงทินวรรษนี่มันคืออะไร ใช้ยังไง

ดวงทินวรรษคือดวงชะตาที่ตำณวนขึ้น ณ. ขณะที่อาทิตย์จรปัจจุบันโคจรมามีค่าองศาเท่ากันกับค่าองศาของอาทิตย์กำเนิดในรอบปีนั่นเอง นำมาใช้ประโยชน์ในการพยากรณ์ดวงชะตาจรของปีนั่นเอง คราวหน้าผมจะยกตัวอย่างการหาเวลาทินวรรษให้ดูสักตัวอย่างหนึ่งครับ พร้อมกับนำตารางสำเร็จของตรุวังกะมาให้ใช้งานกันนะครับ

ก่อนจากขอทำความเข้าใจกันสักนิดครับว่าการอธิบายของผมนั้น ใช้ความเข้าใจจากการเรียนรู้ของผม อุปมาอุปมัยให้เกิดความเข้าใจ และรู้ที่มาที่ไปในเหตุผล และวิธีคิดนะครับ ไม่ได้ลอกหนังสือมาตอบนะครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมไม่รู้ก็คงจนด้วยเกล้าที่จะตอบครับ อ่านแล้วงงตรงไหนให้ถามมา แต่ขอให้ตรงประเด็นนะครับ ที่สำคัญคือเมื่อกล่าวถึงหัวข้อหนึ่ง มันก็มักจะไปเกี่ยวพันกับเรื่องอื่นๆ คือมีประเด็นเพิ่มขึ้นมาด้วย จึงต้องนำมากล่าวถึงเพื่อขจัดความสงสัยไปด้วยในคราวเดียวกันโดยสังเขป จึงทำให้คำตอบที่น่าจะสั้นกลับกลายเป็นยาวยืดไป

ส่วนเกี่ยวเนื่อง

ตารางค่าคงตัวตรุวังกะ , ดวงทินวรรษ ,การหาเวลาทินวรรษ

welcome to my website – โหราศาสตร์

welcome to my website – โหราศาสตร์ภารตะ
เวบไซท์โหราศาสตร์ ภารตะ ไทย และโหราศาสตร์อื่นๆทุกแขนง บทความโหราศาสตร์ที่น่าสนใจ

จันทร์นั้นสำคัญไฉน?

ลัคน์กับจันทร์ในภารตะ อะไรสำคัญกว่ากันคะ, เวลาดูดวง เราให้ความสำคัญกับอะไรใน2อย่างนี้มากกว่ากันคะ

QUOTE (LegendaryBanditYokoKurama @ Jan 26 2011, 19:08 PM)
เท่าที่ทราบไม่ว่าศาสตร์ไหนก็ให้ความสำคัญกับลัคนามากกว่า

โดยพื้นฐานแห่งโหราศาสตร์มันก็เป็นอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงลัคนามันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม ซึ่งก็คือ แลต กับ ลอง ถ้าเราพยากรณ์ดวงกำเนิดให้ความสำคัญกับ ลัคนามากกว่า แต่ถ้าเป็นการพยากรณ์จรต้องพิจารณา โดยเฉพาะสตรีเน้นจันทร์เป็นพิเศษ เวลาทายจรถ้าคุณย้ายที่อยู่อาศัยไปที่อื่นๆนั้นตัวลัคนาจรมันจะเปลี่ยนตำแหน่งตามแลตครับ นี่คือเหตุผลที่นักโหราศาสตร์ที่เก่งๆใช้แก้ดวงชะตาตัวเองเมื่อลัคนากำเนิดถูกเบียน (จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เช่น โดน ๗ เบียน เป็นต้น) ซึ่งวิธีแก้คือ “ย้าย” บ้านครับ นี่คือการแก้โดยการย้าย ลัคนา(จร) ครับ ดังนั้นจงอย่าสงสัยเลยว่า เมื่อเหตุการณ์สึนามิทำไมคนที่มีดวงชะตาหลายรูปแบบทั้งที่บอกว่าอายุสั้นและ อายุยีนจึงไปสหมรณะที่พังงา,กระบี่,ภูเก็ต และที่อื่นๆในโลก การย้ายลัคนาคือคำตอบ จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

ผมเอา ความลับมาเปิดเผย.. ไม่รู้ว่า อีตาสิทธินาถจะค้อนเอาหรือเปล่า น่านะ ยังไงก็ลูกศิษย๋ จะทางตรงทางอ้อมมันก็ลูกศิษย์.. ถ้ามันเคารพเรา เนอะ ….. มันคันปากอ่ะ ….

รักนะ .. จุ๊บๆ

Ajia_Nu
ฝากลิงค์หน่อยนะ ผู้ไม่หวังดีมันเยอะเหลือเกินในโลกไซเบอร์ เวบผมเองครับ

ผมมันคนบ้ายอครับ ..
เอ้า ..ไหนๆก็ยอมาแล้ว แถมอีกหน่อยก็แล้วกัน ….

ฟัง นะ ….
เหมือนผู้ใหญ่บ้านในโทรทัศน์ เลย ..

ในการพิจารณาในวิธีแบบของผมนั้น ผมให้ความสำคัญกับจันทร์มากกว่าครับโดยเฉพาะท่านที่เป็นสุภาพสตรี หรือ บุรุษก็ตามที ยิ่งถ้าไม่รู้เวลาเกิดแน่นอนละก็โป๊ะเชะเลย
อย่า ลืมว่าโดยปกติเราไม่ค่อยเชื่อเวลาเกิดมากนัก เช่นเวลาเกิดคลาดเคลื่อนเล็กน้อยย จันทร์แม้จะเป็นปัจจัยที่เดินเร็วก็ยังไม่ขยับนะครับ จันทร์จะขยับไป ๑ องศาใช้่เวลา ร่วม ๒ ชม ดังนั้นหากเราให้ความสำคัญกับลัคนามากจะทำให้เราไขว้เขวในเรื่องเวลาเกิด ครับ หมายความว่าถ้าเวลาเกิดคลาดเคลื่อนสัก ๑๕ นาที ลัคนาจะคลาดเคลื่อนไป ๑ นวางค์ ทำให้นักพยากรณ์ต้องเลื่อนลัคนาเดินหน้าและถอยหลัง ฉึกๆฉักๆ กันอยู่บ่อยๆ หากท่านมีเวลาเกิดแบบคร่าวๆไม่แน่นอน แบบว่าโดยประมาณ จะพยากรณ์อย่างไร เดี๋ยวเลื่อนไปข้างหน้า เดี๋ยวเลื่อนถอยหลัง
มีกฎแห่งโหราศาสตร์ในแนวที่ผมศึกษามาที่สามารถยืนยันความจริงข้อนี้อยู่อย่างหนึ่งคือ

มนุษย์นี่แหละสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาตนเองได้ ภายใต้ขอบเขตหนึ่งที่สมคล้อยกับฟ้า แต่ไม่สามารถฝืนได้ มีอยู่สิ่งเดียวที่เอาชนะฟ้าได้คือ ” ใจ “ ก็ไอ้เจ้า ” ใจ “ ที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้มันคือดาว “จันทร์” ในดวงชะตานั่นเอง ไอ้เจ้าใจนี่แหละมันสามารถทำให้มนุษย์เปลี่ยนหน้าเท้าเป็นหลังมือได้ ยกตัวอย่างเช่นคนหนึ่งมีใจโอบอ้อมอารี เมตตาเผื่อแผ่ ต้องตกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่ความอดอยาก เช่นมีสงครามกลางเมือง อย่างไรก็ตามคนๆนี้ยังมีความเมตตาเป็นทุนเดิมในจิตใจ ก็อาจจะแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้างหากสิ่งแวดล้อมเอื้อ ยังจำได้ว่าเมื่อตอนที่ครอบครัวผมตกยาก .. มีสตรีสูงวัยชาวจีนคนหนึ่งท่านมีฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ ท่านได้ช่วยเหลือครอบครัวผมตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพการงาน หรือการเงิน ทั้งที่ท่านเองก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยประการใด มันเป็นเพราะอะไรหรือ? หากมิใช่เพราะท่านมีใจเมตตาโอบอ้อมอารีอยู่ในทุนเดิม ชะรอย .. อานิสงฆ์ในความดีเหล่านี้จึงทำให้ครอบครัวของท่านคือบุตรหลานจองท่านมีความ สุขความเจริญเป็นอย่างยิ่ง (ปัจจุบันนี้ท่านเสียชีวิตแล้ว แต่บุตรหลานของท่านเป็นคหบดีที่มีชื่อเสียงและฐานะร่ำรวยมากๆของจังหวัด) ถ้าในทางกลับกันหากคนนี้เมีจิตใจโสมมเห็นแก่ตัว แม้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีก็ตามก็ยังมีความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบอยู่ยังค่ำแบบว่าเป็นสันดานนะครับ โกงได้กูโกง โกงไม่ได้กูก็จะโกง คุณว่าเขาจะมาช่วยเหลือผู้อื่นในสถานะการณ์เดียวกันหรือไม่ มันเป็นเรื่องของกมลจิตใจซึ่งเป็นอิทธิพลของ จันทร์
แล้วทีนี้คุณว่าอันไหนสำคัญกว่าละ …..

นี่เป็นวิธีคิดและความเห็นของผมคนเดียวเท่านั้นนะครับ … ใครจะเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากัน ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็เอา ” กองไว้ตรงนี้แหละ “

หวังว่าคงจะทำความเข้าใจได้นะครับ …

สวัสดี ..

Ajia_Nu

หมายเหตุ

บทความนี้มาจากการตอบข้อซักถามจากสมาชิก ชมรมโหราศาสตร์ ภารตะ iastroclub เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับนักโหราศาสตร์น้องใหม่ที่น่าจะนำไปใช้ ประโยชน์ได้ ได้ทำการตัดทอนข้อความบางส่วนเพื่อความเหมาะสม

www.iastroclub.com

www.horaparata.com
www.โหราศาสตร์ไทย.com
www.ยูเรเนียน.com
เสื้อผ้า-มือสอง.com ศูนย์รวมเสื้อผ้ามือสองแฟชันเกาหลี ญี่ปุ่น ที่ใหญ่ที่สุด

การนับทิศแบบโบราณของไทย(ทิศ32) มรดกภูมิปัญาไทย

การนับทิศแบบโบราณของไทย(ทิศ32) มรดกภูมิปัญาไทย
๑. ทิศอุดร
๒. ทิศอุดรภาคบูรพา
๓. ทิศอุตรีสาน
๔. ทิศอีสานภาคอุดร
๕. ทิศอีสาน
๖. ทิศอีสานภาคบูรพา
๗. ทิศบุริมีสาน
๘. ทิศบูรพาภาคอุดร
๙. ทิศบูรพา
๑๐. ทิศบูรพาภาคทักษิณ
๑๑. ทิศบูริมาคเนย์
๑๒. ทิศอาคเนย์ภาคบูรพา
๑๓. ทิศอาคเนย์
๑๔. ทิศอาคเนย์ภาคทักษิณ
๑๕. ทิศทักษิณาคเนย์
๑๖. ทิศทักษิณภาคบูรพา
๑๗. ทิศทักษิณ
๑๘. ทิศทักษิณภาคประจิม
๑๙. ทิศทักษิณเนรดี
๒๐. ทิศหรดีภาคทักษิณ
๒๑. ทิศหรดี
๒๒. ทิศหรดีภาคประจิม
๒๓. ทิศปัจฉิมเนรดี
๒๔. ทิศประจิมภาคทักษิณ
๒๕. ทิศประจิม
๒๖. ทิศประจิมภาคอุดร
๒๗. ทิศปัจฉิมพายัพ
๒๘. ทิศพายัพภาคประจิม
๒๙. ทิศพายัพ
๓๐. ทิศพายัพภาคอุดร
๓๑. ทิศอุดรพายัพ
๓๒. ทิศอุดรภาคประจิม

หมายเหตุ : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เก็บคำ
ไว้เฉพาะทิศ ๘ เท่านั้น

โหราศาสตร์มาตราฐาน – ๑ จักรราศี

โหราศาสตร์มาตราฐาน – ๑ จักรราศี
จักรราศี

จักรราศีคือรูปจำลองสมมติของอาณาเขตบริเวณท้องฟ้าที่นักโหราศาสตร์กำหนด ขึ้นมาเพื่อใช้อ้างอิงและบอกตำแหน่งดวงดาวต่างๆที่โคจรบนท้องฟ้า (ตามแนวเส้น รวิมรรค) สำหรับบันทึกตำแหน่งของดวงดาวที่มีอยู่จริงบนท้องฟ้า และจุดสมมติต่างๆที่เกิดกรรมวิธีต่างๆทางโหราศาสตร์ ลงเป็นรูปแผนภูมิอันหนึ่งที่เราเรียกว่า ดวงชะตา เพื่อใช้ประโยชน์ในการพยากรณ์เรื่องราวต่างๆ เปรียบเสมือนเป็นแผนที่ใช้บอกตำแหน่งของดวงดาวนั่นเอง จักรราศีมีรูปทรงสันฐาณเป็นวงกลมโดยมีจุดเริ่มต้นที่จุดศูนย์องศาของราศีเมษ จุดเริ่มต้นนี้เรียกว่าจุดเมษ หรือ จุดสงกรานต์ ในทรรศนะของโหราศาสตร์ไทยนั่นเอง (จุดนี้ในทางดาราศาสต์ร์เรียกว่าจุดวิษุวัต)ในทางโหราศาสตร์เรียกจักรราศี ที่มีจุดตั้งต้นที่จุดนี้ว่า จักรราศีแบบนิรายนะ ยังมีจักรราศีอีกแบบหนึ่งคือจักรราศีแบบสายนะ จักรราศีแบบนี้ใช้จุดตั้งต้นของจักรราศีแตกต่างจากจักรราศีแบบนิรายนะโดยยึด ถือหลักความเป็นจริงทางดาราศาสตร์ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ความรู้ในด้านวิชาการด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับวิชา ดาราศาสตร์ทำให้เราพบว่าจุดวิษุวัตหรือจุดเริ่มต้นของจักรราศีมิได้อยู่กับ ที่ จุดนี้เคลื่อนที่ออกจากจุดเมษในทิศทางตรงกันข้ามกับจักรราศีและยังพบอีกว่า จุดนี้จะเคลื่อนที่ไปทุกปีด้วยอัตราความเร็วคิดเป็นระยะเชิงมุมด้วยอัตรา ความเร็วเฉลี่ย ปีละประมาณ ๕๕ ฟิลิปดา ในปัจจุบันนี้จุดนี้อยู่ห่างจากจุดเมษ (๐ องศาราศีเมษ)อยู่ประมาณ ๒๓ องศา เศษๆ (อยู่ในราศีมีนประมาณ ๖ องศาเศษๆ ) ค่าที่แตกต่างกันอยู่นี้เรียกว่า อายนางศ (Ayanamsa) ซึ่งค่าอายนางศนี้จะมีบอกไว้ในปฏิทินโหราศาสตร์บางเล่ม โหราศาสตร์ไทย และ อินเดียใช้จักรราศีแบบนิรายนะ ส่วนโหราศาสตร์ต่างประเทศทางยุโรปนิยมใช้จักรราศีแบบสายนะในการพยากรณ์ดวง ชะตาบุคคล และใช้จักรราศีแบบนิรายนะในการพยากรณ์เหตุการณ์สำคัญๆในกรณีที่เกี่ยวกับ ความเป็นไปของโลก ในที่นี้จะกล่าวถึงจักรราศีในแบบนิรายนะเป็นหลัก

วิชาโหราศาสตร์ช้สัญญลักษณ์วงกลมแทนความหมายของจักรราศีและภายในวงกลมของ จักรราศียังแบ่งรายละเอียดออกเป็นส่วนย่อยๆลงอีกซึ่งเราจะได้ศึกษาราย ละเอียดกันต่อไป

โหราภารตะ.com

Add New Post ‹ โหราภารตะ.com — WordPress.

สนทนาออนไลน์ โหราศาสตร์ ไทย ภารตะ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องทุกศาสตร์ สอบถามปัญหาโหราศาสตร์

Horaparata.com -โหราศาสตร์ ภารตะ ไทย และพยากรณ์ศาสตร์ทุกสาขา

Horaparata.com -โหราศาสตร์ ภารตะ ไทย และพยากรณ์ศาสตร์ทุกสาขา.

ศัพท์โหราศาสตร์ที่ควรรู้

เรือนชะตา ภพ ภาวะ (ภว)

การแบ่งขอบเขต หรือประเภทของเรื่องราวต่างๆในดวงชะตาที่ได้คำณวนไว้ ตามกรรมวิธีโหราศาสตร์ออกเป็นส่วนย่อย 12 ส่วน(ประเภท)หลักๆ ซึ่งครอบคลุมเรื่องราวต่างๆของธรรมชาติไว้ทุกอย่าง ดังนี้

ตนุ เรือนชะตาที่่ 1 จากลัคนา

ธนะ เรือนชะตาที่่ 2 จากลัคนา (กดุมภะ)

ภราตรุ เรือนชะตาที่่ 3 จากลัคนา (สหัชชะ)

มาตรุ เรือนชะตาที่่ 4 จากลัคนา (พันธุ)

ปุตระ เรือนชะตาที่่ 5 จากลัคนา (ปุตตะ)

ศัตรู ริปู เรือนชะตาที่่ 6 จากลัคนา (อริ)

กัลตระ เรือนชะตาที่่ 7 จากลัคนา (ปัตนิ)

อายุร / มรณะ เรือนชะตาที่่ 8 จากลัคนา (มรณะ)

ธรรมะ เรือนชะตาที่่ 9 จากลัคนา (ศุภะ)

กรรมะ เรือนชะตาที่่ 10 จากลัคนา (กัมมะ)

ลาภะ เรือนชะตาที่่ 11 จากลัคนา (ลาภะ)

วยายะ / วรัยยะ (โหราวิทยา) เรือนชะตาที่่ 12 จากลัคนา (วินาศ)

 

ภวสมผุส ค่าองศาที่บอกขอบเขตหรือจุดของเรือนชะตาที่ได้จากการคำณวน

อารัมภะสนธิ จุดเริ่มต้นภวะ หรือ เรือนชะตา

มัธยภว หรือ ภาวะมัธย จุดศูนย์กลางเรือนชะตา

วิรามะสนธิ จุดสิ้นสุดของเรือนชะตา

ภวสนธิ จุดร่วมหรือจุดเชื่อมต่อของเรือนชะตา

ทีฆันดร ลองติจูด เส้นรุ้ง

วิถันดร แลตติจูด เส้นแวง

 

อันตยะ

 

บูรพาภาค – อุตรภาคของภวะ # ๔

 

ษัษทวรรค การแบ่งราศีต่างๆออกเป็น ๖ ประเภท

สัปตะวรรค การแบ่งราศีต่างๆออกเป็น ๗ ประเภท

ทศวรรค การแบ่งราศีต่างๆออกเป็น ๑๐ ประเภท

โสทศะวรรค (วารคะ) การแบ่งราศีต่างๆออกเป็น ๑๖ ประเภท

 

อประกาศะเคราะห์ ดาวที่่ไม่ใช่ดาวเคราะห์จริง ได้แก่ ราหู และ เกตุ เป็นฉายาเคราะห์

ทีฆะ หน่วยองศา

 

จตุรทางศะ การแบ่งราศีออกเป็น ๔ ส่วน ส่วนละ ๗ ํ ๓๐ ‘

ปัญจะทางศะ,ปัญจางศ การแบ่งราศีออกเป็น ๕ ส่วน ละ ๖ องศา

ษัทฏาวศะ การแบ่งราศีออกเป็น ๖ ส่วน ส่วนละ ๕ องศา

สัปทางศะ การแบ่งราศีออกเป็น ๗ ส่วน ละ ๔ องศา ๑๗ลิบดา ๘ ๔/๗ ฟิลิปดา

อัษฏางศะ การแบ่งราศีออกเป็น ๘ ส่วน ละ ๓องศา ๔๕ ลิปดา ๙๖ ส่วน

นวางศะ การแบ่งราศีออกเป็น ๙ ส่วน ส่วนละ ๓องศา ๒๐ ลิปดา  รวม ๑๐๘ นวางค์

 

รายการบทความทั้งหมด – โหราศาสตร์

รายการบทความทั้งหมด – โหราศาสตร์

รายการบทความทั้งหมด

เพื่อความสะดวกในการค้นหารายการบทความ ต่างๆ  จึงได้ทำการรวบรวมหัวข้อบทความทั้งหมดมาไว้ที่เดียวกัน  สามารถลิงค์ไปยังบทความได้โดยตรง ..